นิคมอุตสาหกรรมครึ่งหลังปี 57



     นิคมอุตสาหกรรมครึ่งหลังปี 2557: คาดมีทิศทางดีขึ้น…จากการเมืองที่คลี่คลายกระตุ้นการลงทุนครึ่งปีหลังฟื้นตัว     ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 การขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมีทิศทางปรับตัวลดลง จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนของทั้งผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างชาติซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมสูง

     อย่างไรก็ดี ภาพรวมนิคมอุตสาหกรรมในช่วงที่เหลือของปี 2557 นี้ คาดว่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นจากสถานการณ์การเมืองที่คลี่คลาย ประกอบกับเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ อาทิ การเร่งจ่ายเงินจำนำข้าวให้แก่ชาวนา การเร่งขับเคลื่อนการลงทุนภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 การแก้ปัญหาภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่ปรับตัวสูงขึ้น และโดยเฉพาะการเข้ามาแก้ไขปัญหาการอนุมัติโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนที่รอการพิจารณาอนุมัติมูลค่าประมาณ 700,000 ล้านบาท ประมาณ 700 โครงการ โดยทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้วางกรอบการพิจารณาโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนที่ค้างการอนุมัติให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมการลงทุนกลับมาดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่มีแผนจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคอาเซียน โดยจากสถิติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ พบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2557 จำนวนโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติมี 334 โครงการ ลดลงร้อยละ 36.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เมื่อพิจารณาในส่วนของมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 229,980 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 10.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการลงทุนส่วนใหญ่มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะการลงทุนผลิตรถยนต์ประเภทประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์เฟส 2 ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีที่นักลงทุนต่างชาติในกลุ่มนี้ยังให้ความสนใจขยายการลงทุนในประเทศไทย

     ทั้งนี้ ภายใต้ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 นี้ ยอดขายพื้นที่ใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมน่าจะเติบโตได้ประมาณร้อยละ 3.7-9.7 จากที่หดตัวประมาณร้อยละ 57.7 ในช่วงครึ่งแรกของปี โดยคาดว่าภาพรวมการขายพื้นที่ใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมในปี 2557 นี้ น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 3,500-3,900 หดตัวลงร้อยละ 18.9 ถึงร้อยละ27.2 จากปี 2556

     สำหรับการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ยังมีความต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้น จากโครงการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากไทยมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าของบริษัทชั้นนำที่สำคัญของโลก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 (AEC: ASEAN Economic Community 2015) ซึ่งภายใต้สนธิสัญญาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุน

     ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ คือ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางของภูมิภาคอินโดจีน และด้วยการพัฒนาโครงข่ายถนนเชื่อมโยงระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศให้มีความคล่องตัวขึ้น ประกอบกับที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ทำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS: Great Mekong Subregion) ซึ่งหนึ่งในหลายๆ กรอบความร่วมมือ อาทิ การพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง และการขนส่งสินค้าข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นต้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมการลงทุนในไทย โดยแนวโน้มการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาจกระจายตัวไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้น นอกเหนือจากที่มีศักยภาพหลักในภาคตะวันออก ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมการค้าและการลงทุนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน


ที่มา : KASIKORN RESEARCH CENTER (19 มิ.ย. 2014)